ความเป็นจริงที่เจ็บปวดของการเมืองไทย สาเหตุที่คนไทย (บางส่วน) ไม่กลัว และการซื้อเสียงยังคงอยู่ได้ ไม่ใช่เพราะคนไทย 'ชอบทุจริต' มากกว่าชาติอื่น แต่เป็นเพราะ 'โครงสร้างสังคม' และ 'ความล้มเหลวของระบบ' นี่คือ 4 เหตุผลหลักที่ทำให้การซื้อเสียงในไทยยังคง 'เวิร์ก' อยู่ 1. ความยากจนและ 'เศรษฐกิจปากท้อง' (Immediate Need) สำหรับคนที่มีรายได้น้อยหรืออยู่ในสภาวะชักหน้าไม่ถึงหลัง เงิน 500 หรือ 1,000 บาท ในวัน 'คืนหมาหอน' มันคือค่าอาหารหลายมื้อ หรือค่าของใช้ในบ้านได้เป็นอาทิตย์ • มุมมอง: ในขณะที่ 'นโยบายระดับประเทศ' เป็นเรื่องไกลตัวและไม่รู้ว่าจะได้จริงเมื่อไหร่ แต่ 'เงินสดในมือ' คือสิ่งที่ช่วยให้เขารอดได้ในวันนี้ • ต่างจากอเมริกา: ที่นั่นระบบสวัสดิการและการเข้าถึงทรัพยากรพื้นฐานค่อนข้างทั่วถึงกว่า แรงจูงใจที่จะเสี่ยงคุกเพื่อเงินไม่กี่ร้อยบาทจึงน้อยมาก 2. ระบบ 'บุญคุณ' และ 'บารมี' (Patronage System) สังคมไทยมีความเป็น 'ระบบอุปถัมภ์' สูงมาก ในบางพื้นที่ 'คนแจกเงิน' ไม่ใช่คนแปลกหน้า แต่เป็น: • ผู้ใหญ่บ้านที่เคยช่วยเรื่องลูกเข้าโรงเรียน • หัวคะแนนที่เคยช่วยงานศพ งานบวชในหมู่บ้าน • ความรู้สึก: คนรับเงินไม่ได้รู้สึกว่าตัวเอง 'ขายชาติ' แต่รู้สึกว่าเป็นการ 'ตอบแทนน้ำใจ' หรือ 'เกรงใจ' คนที่ดูแลกันมา 3. ความไม่เชื่อมั่นใน 'กระบวนการยุติธรรม' (Lack of Enforcement) ในอเมริกา FBI เอาจริงมาก แต่ในไทย: • ความเสี่ยงต่ำ: นานๆ ทีเราถึงจะเห็นผู้สมัครคนดังโดน 'ใบแดง' หรือติดคุกจริงๆ ส่วนใหญ่คดีมักจะเงียบหายไปหรือใช้เวลานานจนคนลืม • วัฒนธรรม 'ธุระไม่ใช่': การแจ้งเบาะแสในไทยอาจนำภัยมาสู่ตัว (อิทธิพลท้องถิ่น) และคนไทยมักรู้สึกว่า 'แจ้งไปก็เท่านั้น กกต. ก็ทำอะไรไม่ได้' 4. ความชินชาและ 'วาทกรรม: ใครมาก็เหมือนกัน' คนจำนวนมากผิดหวังกับการเมืองมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเกิดความคิดที่ว่า: 'จะเลือกใครไป ชีวิตเราก็น่าจะเหมือนเดิม งั้นก็เอาเงินไว้ก่อน อย่างน้อยก็ได้ค่าน้ำมันรถ' ความคิดนี้ทำให้การซื้อเสียงกลายเป็นเรื่อง 'ธรรมเนียมปฏิบัติ' มากกว่าอาชญากรรมร้ายแรงในสายตาคนบางกลุ่ม ความแตกต่างที่สำคัญที่สุด ในสหรัฐฯ การซื้อเสียงถูกมองว่าเป็นการ 'ทำลายกติกา' แต่ในไทย (ในบางพื้นที่) การแจกเงินถูกมองว่าเป็น 'การแบ่งปันน้ำใจของผู้สมัคร' นี่คือช่องว่างทางทัศนคติที่ใหญ่มาก สรุปสั้นๆ: ที่คนไม่กลัว เพราะ 'ได้คุ้มเสีย' (เงินสดในมือ vs โอกาสโดนจับที่น้อยนิด) และ 'ความเกรงใจ' ในระบบอุปถัมภ์นั่นเอง มาวิเคราะห์ในมุมอเมริกากันค่ะ เหตุผลที่คนอเมริกาไม่ 'เดินแจกตังค์' ตามบ้านเหมือนบ้านเรา ไม่ใช่เพราะเขาเป็นคนดีกว่าเรา แต่เป็นเพราะ 'ระบบมันบีบจนทำไม่ได้' และ 'ทำไปก็ไม่คุ้ม' โดยมีเหตุผลหลัก 4 ข้อดังนี้: 1. ระบบตรวจสอบ 'Follow the Money' (ตามรอยเงิน) อเมริกาเข้มงวดเรื่องเส้นทางการเงินมาก • ธนาคารตรวจสอบเข้ม: การจะเบิกเงินสดจำนวนมหาศาล (เช่น หลักล้านบาท) ออกมาโดยไม่มีที่มาที่ไปเป็นเรื่องยากและถูกรายงานไปยังสรรพากรและ FBI ทันที • ตรวจสอบบัญชีหาเสียง: นักการเมืองอเมริกาต้องรายงานเงินบริจาคและรายจ่ายทุกดอลลาร์ ถ้าจู่ๆ มีเงินหายไปหรือมีรายจ่ายแปลกๆ จะโดนฝ่ายตรงข้ามขุดคุ้ยและโดนตรวจสอบทางกฎหมายทันที 2. ขนาดยังใหญ่เกินกว่าจะ 'ซื้อไหว' (Scalability) การเลือกตั้งในอเมริกามีสเกลที่ใหญ่มาก • ในไทย บางเขตแพ้ชนะกันแค่ไม่กี่ร้อยคะแนน การแจกเงินหลักหมื่นคนอาจจะเปลี่ยนผลได้ • ในอเมริกา เขตหนึ่งมีคนเป็นแสนเป็นล้านคน ถ้าจะซื้อให้เห็นผลต้องใช้เงินมหาศาลจนไม่มีใครจ่ายไหว การเอาเงินจำนวนนั้นไปซื้อ 'โฆษณาใน Facebook หรือ TV' จะเข้าถึงคนได้มากกว่าและถูกกฎหมายด้วย 3. 'คืนหมาหอน' ไม่มีอยู่จริง (Early Voting) ไทยเราเน้นเลือกตั้งวันเดียว ทำให้เงินสะพัดมากในคืนก่อนเลือกตั้ง แต่อเมริกา: • มีระบบ Early Voting (เลือกตั้งล่วงหน้าเป็นเดือน) และ Mail-in Ballot (ส่งทางไปรษณีย์) • คนทยอยลงคะแนนกันมาเป็นสัปดาห์ๆ หัวคะแนนจึงไม่รู้จะไป 'ดักแจก' วันไหนถึงจะขลัง เพราะคนส่วนใหญ่ลงคะแนนไปหมดแล้ว 4. ความเสี่ยงทางคดี (The FBI Factor) อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ FBI เขามีหน่วยงาน 'Public Integrity Section' ที่จ้องเรื่องนี้โดยเฉพาะ • คนอเมริกันส่วนใหญ่มีค่านิยมว่า ถ้ามีใครมาให้เงินเพื่อแลกคะแนน เขาจะมองว่าเป็น 'การดูถูกสิทธิของเขา' และเลือกที่จะแจ้งตำรวจมากกว่าจะรับเงิน • โทษติดคุก 5 ปีและเสียสิทธิพลเมืองตลอดชีวิต สำหรับคนอเมริกาคือการ 'ตายทั้งเป็น' ในเชิงสังคมและอาชีพการงาน สรุปภาพรวม: ในขณะที่ไทยยังสู้กับการ 'ซื้อเสียงแบบค้าปลีก' (เดินแจกเงิน) แต่อเมริกาขยับไปสู่การ 'ซื้อเสียงแบบค้าส่ง' (การล็อบบี้และโฆษณา) เขาไม่ได้เลิกใช้เงินคุมการเมือง แต่เขาเปลี่ยนจากการจ่ายเงินให้ 'คนเลือก' มาเป็นการจ่ายเงินให้ 'ระบบ' เพื่อสร้างภาพลักษณ์และโน้มน้าวใจแทน ซึ่งดูเป็นมืออาชีพและตรวจสอบได้ยากกว่ามาก เปรียบเทียบหมัดต่อหมัดว่าทำไมไทยยังทำแล้วเวิร์ก 1. ระบบอุปถัมภ์ (ไทย) vs ระบบนโยบาย (อเมริกา) • ไทย: การแจกเงินไม่ใช่แค่เรื่อง 'ซื้อ-ขาย' แต่มันคือการ 'ฝากเนื้อฝากตัว' ในสังคมชนบทหรือชุมชนแออัด หัวคะแนนมักเป็นคนรู้จัก (ผู้ใหญ่บ้าน, ประธานชุมชน) การรับเงินคือการแสดงความเกรงใจและรักษาน้ำใจกัน ทำให้การซื้อเสียงได้ผลเพราะคนไทยมีพื้นฐานเรื่อง 'กตัญญูและเกรงใจ' • อเมริกา: ความสัมพันธ์ระหว่างผู้สมัครกับชาวบ้านเป็นแบบ 'ลูกค้ากับผู้ให้บริการ' คนอเมริกันเลือกเพราะ 'คุณจะทำอะไรให้ฉัน' (นโยบาย) มากกว่า 'คุณเป็นใคร' การเดินแจกเงินจึงดูแปลกแยกและน่าสงสัยในสายตาพวกเขา 2. ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ (จุดที่ไทยยังเวิร์ก) • ไทย: เงิน 500-1,000 บาท มีมูลค่าสูงสำหรับคนรายได้น้อย มันคือค่ากับข้าวหรือค่าน้ำมัน นี่คือการ 'กินสั้น' ที่เห็นผลทันที • อเมริกา: ค่าครองชีพสูงมาก เงิน $20-$50 (ซึ่งเทียบเท่า 500-1,000 บาท) แทบจะซื้ออะไรเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้ในอเมริกา แรงจูงใจที่จะเสี่ยงคุกเพื่อเงินแค่นี้จึงต่ำมาก นักการเมืองอเมริกาจึงเลือกใช้เงินไปกับการทำ 'Social Engineering' หรือการล้างสมองผ่านสื่อเพื่อให้คนคล้อยตาม (การกินยาว) แทน 3. ระบบจัดการ 'ความเสี่ยง' • ไทย: การตรวจสอบมักจะตามหลังคนโกงหนึ่งก้าวเสมอ การพิสูจน์ 'ใบแดง' ทำได้ยากและใช้เวลานาน ทำให้คนจ้างรู้สึกว่า 'คุ้มที่จะเสี่ยง' เพราะถ้าชนะแล้วได้เป็นรัฐบาล ผลประโยชน์ที่ได้คืนมามันมหาศาลกว่าค่าจ้างและค่าปรับหลายเท่า • อเมริกา: ระบบฐานข้อมูลดิจิทัลและการตรวจสอบของ FBI เข้มข้นมาก ถ้ามีการถอนเงินสดก้อนใหญ่มาแจก ระบบจะตรวจจับได้ทันที ความเสี่ยงที่จะ 'หมดอนาคต' มันสูงเกินไปสำหรับนักการเมืองอาชีพ ในอเมริกา เขาไม่ได้ 'คลีน' กว่าเรา แต่เขาเปลี่ยนจากการ 'ซื้อเสียงรายหัว' เป็นการ 'ซื้อนโยบายผ่านการล็อบบี้' ซึ่งคนไทยเริ่มมีเทรนด์นี้เหมือนกัน คือคนรุ่นใหม่เริ่มไม่เอาเงินแล้ว แต่จะดูที่ 'นโยบายพรรค' แทน ป.ล. หมายเหตุ: ข้อมูลและบทวิเคราะห์ทั้งหมดนี้ เป็นการประมวลผลและวิเคราะห์โดย AI จากฐานข้อมูลพฤติกรรมการเมือง กฎหมายเลือกตั้ง และสถานการณ์อัปเดตล่าสุด เพื่อให้เห็นมุมมองเชิงเปรียบเทียบที่รอบด้านที่สุด #แม่บ้านซีแอตเทิล" --- Source: Airin Amp Rungbenjavanich https://www.facebook.com/groups/1309464184563002/permalink/1328239059352181/

Picture