เข้าใจตัวเองอย่างเป็นระบบ​: ทำไมคนไทยบางกลุ่มต่อต้าน​คนอพยพและคนไทยด้วยกันในอเมริกา มุมมองจากทฤษฎี​จิตวิทยาการเมือง​ (Political Psychology) และจิตวิทยาสังคม (Social Psychology) เขียนโดย​ เนตร​กมล​ แฮมม์ คนไทยในอเมริกาคือผู้อพยพ แต่กลับมีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ไม่เปิดรับ หรือรังเกียจผู้อพยพจากประเทศอื่น​ หรือแม้แต่​คนไทยด้วยกันเอง​ โดยเฉพาะกลุ่มต่างชาติที่เข้ามาใหม่​ หรือผู้มีสถานะไม่ถูกต้องตามกฏเกณฑ์​ แทนที่จะถามตัวเองและผู้นำทางการเมืองว่า ระบบเศรษฐกิจ​ สังคม และการเมืองปัจจุบัน​ได้เอื้ออำนวย​ หรือขัดขวาง​ความปกติสุข หรือ​ทำให้กลุ่มใดบ้างขัดสน เรากลับถามว่า ใครหรือ​กลุ่มใดไม่ควรจะได้รับประโยชน์​ สมควรจะอยู่​อย่างขัดสน​หรือยอมรับความยากลำบาก หรือเมื่อเราไม่สามารถเปลี่ยนสถานการณ์​ของชีวิตส่วนตัว หรือเปลี่ยนโครงสร้างทางสังคม-เศรษฐกิจ​ที่ไม่เอื้อประโยชน์​ต่อเราได้เต็มที่ ทำให้เกิดความคับแค้น​ ผิดหวัง​ กระวนกระวาย​ และเปลี่ยนเป็นความโกรธ​ ซึ่งจะถูกระบายไปที่คนและสังคมรอบข้างแทน ​โดยจะมุ่งไปที่คนอพยพ​กลุ่มใหม่ (The need to have enemies and allies) ปรากฏ​การณ์​นี้ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นกลไกทางจิตใต้สำนึกเชิงลึก​ที่เกิดขึ้น​โดยเราไม่รู้ตัว​ หรือไม่อยากจะยอมรับว่า​นั่นคือสาเหตุ​ คำว่า "ผิดกฎหมาย" "เป็นภาระของสังคม" "พฤติกรรม​อันตราย" คือภาษาทางการเมืองที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างแยบยล​และต่อเนื่องผ่านการโฆษณา​ประชาสัมพันธ์​ ใช้สื่อต่างๆ​ ให้เป็นประเด็นจูงใจสร้างข้อมูลใหม่แม้จะขาดพื้นฐาน​ความจริงโดยนักการเมือง​ และกลุ่มผู้อพยพที่คิดว่าเขาเสียผลประโยชน์​ เพื่อจะกีดกันผู้อพยพด้วยกันเอง ​ เมื่อเราใช้ภาษาเหล่านี้​ เรากำลังพูดแทนใคร​ และเพื่อใคร?​ การตีตัวออกห่าง ไม่ได้ทำให้เราปลอดภัยขึ้น​ การประกาศว่า "ฉันมาอย่างถูกต้อง" ไม่ได้ทำให้เราเป็นคนอเมริกันมากขึ้น​ และไม่ได้ทำให้เราพ้นจากการเป็นคนอพยพอีกคน​หนึ่ง​ แต่ทำให้คนไทยห่างเหินจากกันและโดดเดี่ยวมากขึ้น ปรากฏการณ์นี้ไม่อาจอธิบายด้วยคำว่า "อคติ" เพียงอย่างเดียว หากต้องมองลึกลงไปถึงโครงสร้างทางสังคม​และเศรษฐกิจ​ อีกทั้งประสบการณ์ชีวิต ที่หล่อหลอมทัศนคติดังกล่าว 1. ร่องรอยของการดิ้นรนในรุ่นแรก คนไทยจำนวนมากเดินทางมาอเมริกาด้วยต้นทุนชีวิตที่ต่ำ ต้องทำงานหนัก เผชิญอุปสรรคด้านภาษาและวัฒนธรรม การยืนหยัดได้ในสังคมใหม่จึงเป็นความภาคภูมิใจอย่างสูง เมื่อเห็นผู้อพยพจากประเทศอื่นเข้ามา อาจเกิดความรู้สึกว่าความยากลำบากที่ตนเคยผ่านถูกลดทอนคุณค่า หรือกลัวว่าสิ่งที่ตนสร้างขึ้นมาจะถูกท้าทาย 2. การแข่งขันรุนแรง​ในพื้นที่เศรษฐกิจและตลาดแรงงานเดียวกัน ผู้อพยพรุ่นเก่าและใหม่มักจะรวมตัวอยู่ในตลาดแรงงานและอุตสาหกรรม​บริการประเภทเดียวกัน เช่น ร้านอาหาร งานทำความสะอาด งานดูแลผู้สูงอายุ ความขัดแย้งจึงไม่ได้เกิดจากตัวบุคคล หากเกิดจากโครงสร้างของเศรษฐกิจในรัฐนั้นๆ​ ที่ทำให้แรงงานต้องแข่งขันกันภายใต้เงื่อนไขที่อาจจะไม่เป็นธรรม​ในสายตาของกันและกัน 3. อิทธิพลของกลยุทธ์และนโยบาย​ที่มุ่งสร้างความโกรธและกระวนกระวาย​ทางการเมืองในสังคมอเมริกัน การเมืองสหรัฐฯ ใช้ประเด็นผู้อพยพเป็นเครื่องมือหาเสียงและสร้างกระแส​ต่อต้านพรรคฝ่ายตรงข้ามมาอย่างยาวนาน วาทกรรมที่เชื่อมโยงผู้อพยพกับอาชญากรรม ภาระรับผิดชอบ​ของรัฐบาล​ หรือสร้างความไม่มั่นคง ได้ซึมซับ​เข้าสู่ชุมชนผู้อพยพเอง รวมถึงคนไทยที่อาศัยอยู่มานานและเริ่มมองโลกไปในทิศทางเดียวกัน 4. ความพยายามที่จะตีตัวออกไป​ สร้างระยะห่างเพื่อเอาตัวรอด คนไทยบางส่วนเลือกตีตัวออกห่างจากผู้อพยพกลุ่มอื่น เพื่อยืนยันสถานะของตนว่า "แตกต่าง" หรือ "ถูกต้องตามกฎหมาย" ความพยายามนี้สะท้อนความเปราะบาง และความไม่มั่นคงในจิตใจ​และสถานการณ์​ของตนเองมากกว่า 5. โครงสร้างความคิดเรื่องลำดับชนชั้น​ แม้จะอยู่ในสังคมใหม่ แนวคิดเรื่องชนชั้น เชื้อชาติ และคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่ไม่เท่าเทียมกัน ยังคงฝังลึกติดมาโดยไม่รู้ตัว ทำให้เกิดการจัดลำดับสูงต่ำว่า​ ใครมีคุณค่า​ มีความสำคัญ​และควรจะมีโอกาสมากกว่าใคร​ กลุ่มใด บทสรุป ความไม่เปิดรับผู้อพยพจากประเทศอื่นในหมู่คนไทยอเมริกัน ไม่ใช่เรื่องของนิสัยส่วนบุคคล แต่เป็นผลลัพธ์จากหลายปัจจัย.. ความกลัว​ ความไม่รู้​ข้อมูลตามความเป็นจริง ความไม่มั่นคงในสถานการณ์​ชีวิตส่วนตัว​ ​และความไม่มั่นใจในโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจ​ที่ตนอาศัยอยู่ ท้ายที่สุด สังคมผู้อพยพจะเข้มแข็งได้ ก็ต้องร่วมกันผลักดันนโยบาย​ที่เป็นทางสายกลางและเป็นประโยชน์ต่อคนอพยพ​โดยส่วนรวม​ และโดยผ่านการเลือกตั้ง​ ​เราควรมองผู้อพยพ​ด้วยกันในฐานะ "มนุษย์ร่วมชะตา" ไม่ใช่คู่แข่งหรือศตรูในสนามรบเดียว​กัน"

Picture